March
25
ตามที่นัดไว้ใน Internet จะมีวันที่และเวลาที่เขานัดสัมภาษณ์เอาไว้ และมีการย้ำ้ว่าถ้าไปก่อนเวลา เขาจะไม่ให้เข้าสถานทูตด้วย แต่วันจริงที่เราไปสัมภาษณ์ อุตสาห์ทำตามที่บอกอย่างดี ตามเวลาตรงเดี๊ย แต่พอถึงหน้าสถานทูตลมแทบจับ คิวยาวยื้อออกมาตามฟุตบาท ถามคนเข้าคิวว่าของเราถึงเวลานัดแล้วเข้าเลยใช้ไหม เขาตอบสั้นๆได้ใจความว่าต่อคิว มีคนเดินออกมาจากสถานทูตคนหนึ่ง น่าจะเสร็จจากการสัมภาษณ์ ก็เลยลองเลียบเคียงถามดูว่าของเขาคิวกี่โมง ปรากฏว่าคิวเวลาเดียวกับของเรา เขามาถึงตั้งแต่สถานทูต เปิดเลยเข้าไปดำเนินการเลย เศร้าอีกแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าฝรั่ง มาอยู่เมืองไทยนานๆ คิวนัดก็ไร้ความหมาย
เอาเข้าคิวก็เข้า… พอตรวจเอกสารทั้งหมดเรียบร้อยในด่านแรก ก็เข้าเครื่อง Scan ฝากของ รวมถึงอุปกรณือีเลคโทนิคทั้งหลาย เข้าคิวต่อกันเพื่อให้เจ้าหน้าตรวจเรียงเอกสาร เอาเอกสารใส่แฟ้ม ถ้ายังขาดเอกสารอะไรเขาก็ให้กรอกให้เรียบร้อย เสร็จแล้วก็ไปยัง ไปรษณีย์ ซื้อซอง ราคา 75 บาท เป็นไปรษณีย์ลงทะเบียน จ่าหน้าซองถึงตัวเองชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ที่อยู่ควรเป็นภาษาไทยจะได้ส่งง่าย ควรมั่นใจว่าที่อยู่ที่เราเขียนลงไปมีผู้รับของแน่นอน ไม่งั้นอาจยุ่งที่หลัง เก็บใบเสร็จรับเงิน เขียนชื่อที่อยู่เสร็จ ก็เข้าคิวหน้าต่างด้านนอก รอการตรวจเอกสารขั้นสุดท้าย ถามรายละเอียดเพิ่มขึ้นนิดหน่อย รวมทั้งจะสัมภาษณ์ภาษาอะไร ของเราเลือกไทยครับ แล้วก็ทำการพิมพ์ลายนิ้วมือ ทั้ง 10 นิ้วเลย เสร็จเรียบร้อยได้บัตรคิว เข้าไปนั่งคอยในห้องรอสัมภาษณ์
ในห้องรอสัมภาษณ์นี่ดีหน่อยเป็นห้องแอร์ ไม่ร้อนมากเหมือนตอนอยู่ด้านนอก แต่กระบวนการเรียกคิวที่นี่จะแปลกๆหน่อย ที่ไท่ได้เรียงลำดับคิว เดียวก็ข้ามเราไป เดียวก็กับมาเบอร์ก่อนหน้าเรา ค่อยอยู่นานพอเคลิ้มๆ ก็ได้ยินเหมือนเบอร์เรา รีบเดินไปตามหน้าต่างที่ได้ยิน เจอฝรั่ง คิดว่าได้ยินผิดแน่ เราเลือกสัมภาษณ์ภาษา ไทย แต่ไม่ผิด เขาพูดภาษาไทยได้ นิดหน่อย พอคุยกันรู้เรื่อง อ้ออย่าพยายามตอบภาษาอังกฤษนะ ถ้าไม่ชัวร์ เพราะเขาจะได้ที่ยิงกลับเป็นชุดเลย เหมือนที่ผมโดน ต้องมั่วๆไป แต่ก็เรียบร้อย เพราะตอนจบเขาบอกว่าจะส่ง Visa USA ให้ทางไปรษณีย์ เราก็เลยถามว่าเป็น Multi Entry ใช่ไหม แก่พยักหน้า ยิ้มให้ น่ารักเป็นที่สุด
เป็นอันเสร็จเรียบร้อย แล้วก็กลับบ้านมานั่งรอ Visa USA พร้อม Passport ของเรา ที่บ้านได้
3 วันให้หลังก็ได้ US Visa 10 ปีสมใจอยาก
March
20
หลังจากซื้อ PIN แล้ว เอามาลงทะเบียนทาง website นี้ หลังลงทะเบียนเรียบร้อย (ทำตามที่เขาบอกใน เว็บ กรอกให้ถูกต้องด้วย) ก็เข้าไปที่หน้าแรก จะเห็นแบบฟอร์มเอกสารที่เราต้องกรอก เป็น DS-156 ต้องกรอกผ่านทาง Website แล้วพิมพ์ออกมา จะมี Barcode ติดมาด้วยเพื่อความรวดเร็วในการยื่น กรอกข้อมูลให้หมดทุกข้อ ตามความเป็นจริง เสร็จแล้วมีปุ่ทอยู่ข้างล่างเขียนอะไรจำไม่ได้ แล้ว หลัง Click ค่อยพิมพ์แบบออกมา เซ็นต์เชื่อ ลงวันที่ เก็บเอาไวยื่น แล้วกรอก แบบ DS-157 ด้วย ทุกคนต้องใช้ 2 แบบนี้เป็นอย่างน้อย
รูปถ่ายขนาด 5×5 ซม. หน้าใหญ่มากขนาดหน้าประมาณ 3-3.5 ซม. ติดกาวกับ DS-156
ขอหลักฐานการทำงานจากที่ทำงาน ระบุวันเดือนปีที่เริ่มทำงาน ตำแหน่งปัจจุบัน เงินเดือนรายได้ และรับรองว่าจะกลับมาทำงานต่อ ให้หัวหน้า/ผู้จัดการฝ่ายบุคคล หรือทรัพยากรมนุษย์ (แล้วแต่จะเรียก) รับรองให้เรียบร้อย เป็นหัวกระดาษของบริษัท เพิ่มความหน้าเชื่อถือ
ขอหลักฐานการเงินจากธนาคารที่เอาเงินเดือนเข้า จะได้เห็นยอดเงินหมุนเวียน เอกสารของธนาคารนี้ต้องให้สำนักงานใหญ่ เซ็นต์ด้วย เพราะฉะนั้นต้องเผื่อเวลาไว้นานหลายวันหน่อย ไม่ได้ในวันเดียวกันนะ วันไปเตรียมสมุดบัญชีตัวจริงไปด้วยนะ
ถ้ามี Passport เก่าที่เคยไป USA ให้เอาไปด้วย
ถ้ามีเด็กในครอบครัวไปต้องขอหนังสือรับรองการศีกษา ของโรงเรียนไปด้วย
มีคนบอกว่าเตรียมโปรแกรมทัวร์ที่ไป USA เอาไว้ด้วย แต่ ของผมที่ไปขอ Visa USA ไม่ขอดูเอกสารอย่างอื่นเลย
ไปไปรษณีย์ เสียค่าธรรมเนียมการขอ Visa ที่ PAY AT POST เตรียมตัวค์ไปคนละ 4,454.00 บาท (เพิ่งขึ้นค่าธรรมเนียมต้นปีนี้เหมือนกัน เศร้า)
เตรียมเอกสารให้เรียบร้อย ควรจะเสร็จก่อนวันที่เรานัดสัมภาษณ์ อย่างน้อย 4-5 วัน เพราะว่า PIN จะไม่สามารถใช้เลื่อนนัดได้ก่อนถึงวันนัด 2 วันทำการ ย้ำ 2 วันทำการ ถ้ามีวันหยุดเขาไม่คิดนะ เช่นว่าเรานัดวันจันทร์ วันสุดท้ายที่เลื่อนนัดได้ จะเป็นวันพุธ ถ้าตอนลงทะเบียนใส่ E mail ไว้มันจะมี mail มาเตือนด้วย
เอาละเรียบร้อย คราวนี้ก็รอไปสัมภาษณ์ ตามวัน และเวลาที่เราเลือกไว้
March
19
ได้รับเรียนร้อยแล้ว คราวหน้าจะเล่าเรื่องการเตรียมเอกสารให้ครบถ้วน ไปครั้งเดียวได้เลย เฮดีใจจังได้ไปเที่ยวแน่นอนแล้ว
March
18
หลังจากขอ วีซ่า สหรัฐอเมริกา แล้วก็ต้องร้องเพลงรอ แต่ก็ไม่นานนัก ประมาณ 2 วัน ตัว Passport ขอเราก็ถูกส่งกลับมาทางไปรษณีย์ เราสามารถตรวจสอบขั้นตอนการส่งได้ทาง Track And Trace ของไปรษณีย์ไทย หลังจากได้รับ Passport แล้วพวกเราก็คิดว่าไหนๆ จะไปตั้งไกลแล้ว เสียค่าบินตั้งหลายบาท จึงตกลงกันเป็นการภายใน แบบไม่เป็นลายลักษณ์อักษร ว่าน่าจะไปเหยียบแดนใบเมลเปิล แคนาดาด้วยเลย เมื่อดิดได้แล้วไม่รอช้าจัดการเปิด Website ของ สถานทูตแคนาดา หาความรู้ และกรอกแบบฟอร์มที่เขาว่าเอาไว้ เตรียมเอกสารทั้งหมด แล้วตรงรี่ไปที่ สถานทูต Canada ตามที่อยู่ และเวลาข้างล่าง
สถานเอกอัครราชทูตแคนาดา
แผนกตรวจคนเข้าเมือง
อาคารอับดุลราฮิม ชั้น 15
990 ถนนพระราม 4
กรุงเทพฯ 10500 ประเทศไทย
วันจันทร์-วันพฤหัสบดี เวลา 07.30-10.00 น. |
| โทรศัพท์: |
(662) 636-0540 |
| โทรสาร: |
(662) 636-0567 |
พวกเราจัดการเตรียมเอกสาร+เงินในรูปแคชเชียร์เช็ค เพื่อขอ Visa Canada วันนี้ไปถึงสายๆผู้คนบางตากว่า สถานทูตสหรัฐอเมริกา มาก คอยไม่นานก็ถึงคิว จัดการเรื่องเอกสารนิดหน่อย ก็เรียบร้อย เจ้าหน้าที่ที่แสนจะหน้ารัก (เพราะว่าเป็นคนไทย พูดภาษาไทยชัดแจ๋วเข้าใจง่ายดี) ก็ให้บัตรเล็กๆมีเลขหลายตัว บอกว่าพรุ่งนี้มารับ Passport ตอนบ่าย แฮะๆ เรียบร้อยน่าจะสำเร็จ พรุ่งนี้รู้จะมาเล่าต่อครับ
March
17
เรื่องเตรียมการขอ Visa USA ต้องวางแผนจัดเวลาด้วยนะ เพราะว่าบัตรคิวที่ซื้อใช้ได้ 90 วันถ้ายังไม่ได้จองคิวสัมภาษณ์ เลื่อนคิวได้อีก 2 ครั้ง หลังจากกำหนดวันในครั้งแรก
- เรื่องจองคิวสัมภาษณ์Visa USA ก่อนอื่นต้องตัดสินใจให้ได้ก่อนว่าจะซื้อบัตรจองคิว (ทางสถานทูตสหรัฐ เรียกว่า PIN) ทางไหน ใน 3 ทางเลือก คือ 1.ทางโทรศัพท์ 2. ทาง Internet 3.ทางไปรษณีย์
แต่ละทางก็มีข้อแตกต่างกันเล็กน้อย ทาง Internet ต้อง เข้าไปยัง Website ของสถานทูตสหรัฐ http://thai.bangkok.usembassy.gov/non-immigrant_visas.html ถ้าต้องการภาษาไทยให้คลิกเลือกภาษาไทยเอา แล้วทำการจองวันนัดสัมภาษณ์ กรอกรายละเอียดต่างๆให้เรียบร้อยและถูกต้อง เพื่อที่จะได้ไม่ยุ่งยากภายหลัง จำ User Name และ Password ให้ดีด้วย สุดท้ายจะมีการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิต ให้พิมพ์เอกสารจ่ายเงินเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ทางโทรศัพท์ ติดต่อได้ที่ 001-800-13-202-2457 ผมไม่ได้ใช้วิธีนี้ครับ แต่อ่านรายละเอียดดู เป็นภาษาไทยครับ ก็น่าจะดีนะ มีปัญหาสอบถามได้เลย
ทางสุดท้ายซื้อ PIN จากไปรษณีย์ ได้ทั่วราชอาณาจักรไทยเลยครับ หลังจากซื้อแล้วจะใช้ได้วันรุ่งขึ้นหลังเที่ยง คือเข้าไปจองคิวได้ทาง Website หลังเที่ยงวันรุ่งขึ้น เข้าที่นี่ https://thailand.us-visaservices.com/Forms/SelfServiceLogin.aspx แล้วใส่รหัสที่ซื้อมาด้วย หลังจากนั้นก็เลือกวันนัด ตอนที่ เข้าไปนัดเองนั้น ต้องนัดล่วงหน้าประมาณ 2 สัปดาห์ ฉะนั้นจงเผื่อเวลาให้พอด้วย
ราคาที่ใช้ซื้อ PIN คือ 408.00 บาท เพิ่งลดราคาต้นปีนี้เอง ข่าวดีไหม
March
16
ต้นปี 2551 รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวยังไงก็ไม่รู้ พอล่วงเลยมาอีกไม่กี่วัน ก็รู้ถึงเหตุแห่งลาง เมื่อแฟนมาบอกว่าอยากไปเทียว USA พาแม่ไปด้วย ปิดเทอมนี้เลยนะ คุยกันหลายรอบเพราะจริงๆแล้วเราไม่ได้รักที่จะไปเที่ยว US เลย แต่ในที่สุดก็ตกลงว่าจะไปลุย US กันเองทั้งครอบครัว(เพราะกะว่าจะได้ประหยัดตังค์)
เอาละซิ ต้องเริ่มวางแผนกันละ ใช่ว่าพวกเราจะบินไปเมืองนอกบ่อยๆ หรือ ก็เปล่าเลย ตั้งแต่เกิดมาบินไปบินมาก็แค่ 2-3 ครั้งเท่านั้น ครั้งแรก ก็ อินโดนิเซีย ครั้งที่ 2 ไกลหน่อย ก็ นิวซีแลนด์ (เอาไว้เล่าให้ฟัง) ครั้งนี้คงจะเป็นครั้งที่ 3 (โม้ไว้ก่อนว่า 2-3 ครั้ง รวมครั้งนี้ด้วย ถ้าได้ไปจริงๆ) เอาก็เอา ก่อนอื่นจะไปเมืองนอกก็ต้องมีสตางค์ (จริงๆแล้วสตางค์คงไม่พอต้องมีแบงค์แล้วก็หลายปึกด้วย) นับสตางค์ (บวกกับแบงค์) กันไปนับกันมาใช้เวลาร่วมเดือน ไม่ใช่มีมากจนนับกันไม่ถ้วนหรอกนะ แต่ว่านับกันไม่ค่อยจะลงตัว จนในที่สุดก็คิดว่าน่าจะพอถู่ๆไปได้ และมีแกลบกินที่ US
หมดปัญหาหลักก็มาถึงปัญหารองๆ อันแรก
- ต้องขอวีซ่า จะไปประเทศไหน ก็ต้องไปแสดงตัวว่าเรามาอย่างเป็นมิตร และมีกะตังค์ (อย่างหลังนี่ทุกประเทศให้ความสำคัญมาก) ตอนนั้นก็เข้าใกล้กลางเดือนกุมภา แล้ว เปิด Web หาข้อมูลว่าจะขอ Visa ท่องเที่ยว USA เขาทำยังไง และทำอะไรบ้าง หาข้อมูลก็หมดเวลาไปอีกเป็นอาทิตย์ ร่วมกับลูกๆก็กำลังสอบ หมายกำหนดการยังไม่แน่นอน เลยวางแผนอยาก กว่าจะตัดสินใจซื้อ PIN และจองคิวสัมภาษณ์ Visa ก็เกือบสิ้นเดือนกุมภา เปิด Web จองคิวได้เอาวันที่ 12 มีนาคม 2551 ทำเอาเสียวๆว่าจะได้ Visa US ทันหรือไม่ เพราะกะว่าจะไป ต้นๆเดือนเมษา หลังจากนั้นก็เป็นเรื่องเตรียมเอกสารที่จะใช้ในการยื่นขอ Visa เอกสารสำคัญที่ต้องใช้ (นอกเหนือจากเอกสารของสถานทูต) คือ เอกสารรับรองการทำงานจากที่ทำงานของเรา และเอกสารรับรองฐานะการเงิน ขอได้จากธนาคาร เพื่อโชว์ความสามารถในการจ่าย เอ้ย ในการเดินทางและใช้จ่ายเอาตัวรอดเมื่อ เที่ยว US
- หาเที่ยวบินที่จะเดินทางไป จริงๆก็ง่ายๆถ้ามีงบเหลือจอง เฟิรส์คลาสก็ได้ แต่สำหรับเราเป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะต้องหาเที่ยวบินราคาถูกสุด เท่าที่จะสามารถหาได้ เรื่องวัน-เวลาที่เดินทางก็พยายามเลื่อนไปมาเพื่อให้ได้ราคาที่เราพอใจ อ้อจริงๆเวลาหาเที่ยวบินยังต้องดู เมืองใน US ที่เราจะลงจอดด้วยเพราะราคาก็แตกต่างกันไป รวมถึงเมือง-ประเทศที่แวะจอด เวลาที่แวะจอดในประเทศนั้นๆ ต้องเอามาคำนวน (เครื่องมันคำนวนให้) ทั้งหมด เป็นไงละยุ่งไหม
- ที่ซุกหัวนอน คืนแรกในต่างแดนยังไงก็ควรปลอดภัยไว้ก่อน หาที่อยู่ให้เรียบร้อย
- จะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง อันนี้ต้องค้นหาข้อมูล วางแผนการเดินทาง กะระยะเวลาที่เดินทาง เวลาที่ใช้เที่ยวในสถานที่ต่างๆ ที่พัก และการเดินทางไปต่อ
เป็นยังไงงานการวางแผนเที่ยว USA ฉบับย่อ ขอความคิดเห็นด้วยนะครับ